การพัฒนา AI ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแก้ปัญหาปริมาณข้อมูลภาพถ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล จนเกินกำลังของรังสีแพทย์ในการวิเคราะห์ เช่น การสแกนทรวงอกที่ปัจจุบันสร้างภาพถ่ายหลายพันภาพ อย่างไรก็ตาม โจทย์ของการแข่งขันไม่ได้วัดเพียงแค่ความแม่นยำในห้องทดลอง แต่ยังเน้นประเมินความยืดหยุ่นของระบบ ซึ่งตัวอย่างจากทีม SenseLung จากเซี่ยงไฮ้ หรือความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลประชาชนกว่างซีกับบริษัทเทคโนโลยีท้องถิ่น ได้แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์และวิศวกร เพื่อให้ AI สามารถประมวลผลข้อมูลต่างแหล่งที่มาและประยุกต์ใช้กับเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลระดับต่าง ๆ ได้อย่างจริงจัง
นอกจากนี้ กว่างซียังใช้โอกาสนี้ขยายผลไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งยังมีความหลากหลายด้านระบบสาธารณสุขและทรัพยากรทางการแพทย์ ผ่านโครงการสำคัญอย่างศูนย์ความร่วมมือด้าน AI จีน-อาเซียน และเขตนำร่องการเปิดสู่ภายนอกด้านการแพทย์นานาชาติฝางเฉิงก่าง พร้อมทั้งประกาศแผนปฏิบัติการ 3 ปีเพื่อผลักดันผลงานจากสนามแข่งไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์และการทดสอบทางคลินิกระหว่างประเทศ แม้ความท้าทายเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและมาตรฐานเครื่องมือจะยังคงอยู่ แต่การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ภาพถ่ายทางการแพทย์ของจีน จะกลายเป็นขุมพลังสำคัญที่ช่วยสนับสนุนระบบสาธารณสุข โดย AI จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการวินิจฉัยของแพทย์ ไม่ใช่เข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์แต่อย่างใด