นับตั้งแต่การจัดงานครั้งแรกในปี 2566 เหลียงจู่ ฟอรัม ได้ยกระดับจากเวทีเสวนาสู่การเป็นกลไกถาวรระดับชาติในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับประเทศพันธมิตรในข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) โดยที่ผ่านมาได้ต้อนรับผู้เข้าร่วมกว่า 1,300 คนจาก 115 ประเทศ พร้อมต่อยอดไปสู่ความร่วมมือเชิงลึก ทั้งการวิจัยทางโบราณคดี นิทรรศการโบราณวัตถุ และเทคโนโลยีการอนุรักษ์ ที่สำคัญ งานนี้ยังได้รับการบรรจุไว้ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน เพื่อเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญด้านวัฒนธรรมของประเทศ
สำหรับโครงสร้างงานในปีนี้ประกอบด้วยพิธีเปิด การประชุมหลัก การประชุมย่อย 5 เวที และกิจกรรมสนับสนุนอีก 5 รายการ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญระดับสากล เช่น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการอนุรักษ์ การคืนโบราณวัตถุที่สูญหาย และการท่องเที่ยวเชิงมรดกอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมหลักมีการลงนามความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมเปิดเผยผลการศึกษาต้นกำเนิดอารยธรรมลุ่มแม่น้ำแยงซี นอกจากนี้ยังมีการดึงศิลปิน 25 คนจาก 14 ประเทศมาร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะจากสถานที่จริง เช่น ทะเลสาบซีหูและคลองใหญ่ รวมถึงการจัดตลาดสินค้าสร้างสรรค์ที่นำเทคโนโลยี AI มาผสานกับงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมเพื่อสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมวัฒนธรรมเต็มรูปแบบ ตลอดจนการเปิดพื้นที่เสวนาให้เยาวชนและนักเรียนนักศึกษาได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำจีน
ไฮไลต์สำคัญของการพัฒนาพื้นที่คือ “ระเบียงวัฒนธรรมเหลียงจู่” ซึ่งกลายเป็นต้นแบบแก้ปัญหาความท้าทายของแหล่งมรดกโลกทั่วโลก ที่มักประสบภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างการอนุรักษ์เข้มงวดจนกลายเป็นเกาะทางวัฒนธรรม กับการพัฒนาที่มากเกินไปจนทำลายโบราณสถาน โดยเหลียงจู่ได้ริเริ่มแนวทางผสานศูนย์กลางเมืองโบราณเข้ากับอุทยานสร้างสรรค์และชุมชน ซึ่งช่วยนำทรัพยากรทางประวัติศาสตร์มาสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการนำลวดลายเครื่องหยกโบราณมาออกแบบสินค้าสร้างสรรค์ และการใช้เทคโนโลยี VR จำลองบรรยากาศเมือง 5,000 ปี แสดงให้เห็นว่าอารยธรรมโบราณสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างสมดุล